6 สัญญาณเตือน “กรดไหลย้อน”

1. ท้องอืด แน่นท้อง  จะมีอาการคล้าย ๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งอาการนี้เกิดได้จากหูรูดของหลอดอาหารไม่สามารถปิดสนิทได้ เวลาที่ต้องมีการบีบตัวของหลอดอาหาร เพื่อที่จะไล่อาหารจากกระเพาะลงไปที่ลำไส้เล็ก ทำให้มีการท้นกลับของอาหารเข้ามาที่หลอดอาหารทั้งบริเวณในช่องท้อง และช่องอก ทำให้มีอาการท้องอืด แน่นท้อง
2. เรอเปรี้ยว หรือมีน้ำรสเปรี้ยว ๆ หรือขมออกมาทางลำคอ  มักจะมีอาการนี้หลังรับประทานอาหารมื้อหนัก ๆ
3. กลืนลำบาก หรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บคอ  เกิดจากกรดไหลย้อนไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อคอ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัว
4. เจ็บหน้าอก จุกเหมือนมีอะไรติดคอ  เกิดจากกรดไหลย้อนขึ้นมาผ่านหลอดอาหารที่อยู่ในช่องอก และกระตุ้นเส้นประสาทในหลอดอาหาร
5. แสบร้อนกลางอก  เกิดจากความดันที่ช่องท้องเพิ่มขึ้น ทำให้กรดและอาหารที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร ซึ่งอาการแสบร้อนกลางอกจะส่งผลให้หลอดอาหารนั้นเกิดการระคายเคืองได้
6. คลื่นไส้ อาเจียน เกิดจากการไหลท้นกลับของอาหารเข้ามาที่หลอดอาหาร มักจะมีอาการนี้หลังรับประทานอาหารมื้อหนัก ๆ

       อย่างไรก็ตามสัญญาณเตือนทั้ง 6 ข้อนี้ เป็นเพียงระยะอาการของโรคกรดไหลย้อนในระยะต้น เพื่อป้องกันไม่ให้โรคทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น วิธีการดูแลเบื้องต้นคือ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว น้ำมะเขือเทศ พริกไทย หลีกเลี่ยงช็อกโกแลต อาหารมัน กาแฟ ชา หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใส่เสื้อผ้าที่ไม่คับหรือรัดแน่น พยายามนั่งตัวตรง ๆ และลองหา สมุนไพรเพื่อเข้ามาช่วยฟื้นฟู บรรเทาอาการอย่าง ขมิ้นชัน ที่มีสารสำคัญ น้ำมันหอมระเหยและสารกลุ่มเคอร์คูมินอยด์ (curcuminiods) สารสีเหลืองส้ม โดยมีการศึกษาถึงฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของ ขมิ้นชันในการบรรเทาอาการโรคในระบบทางเดินอาหารที่น่าใจหลายการศึกษา เช่น ฤทธิ์ขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ การศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (dyspepsia) พบว่า การรับประทานขมิ้นชันทั้งในรูปแบบของผงขมิ้นชัน ครั้งละ 500 มิลลิกรัม (มีเคอร์คูมินอยด์ 9.6% และน้ำมันหอมระเหย 8%) วันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 7 วัน หรือขมิ้นชันแคปซูล 250 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร หรือสารสกัดขมิ้นชันวันละ 162 มิลลิกรัม นาน 28 วัน สามารถบรรเทาอาการของโรคอาหารไม่ย่อย ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ลดอาการคลื่นไส้ และไม่สบายท้อง โดยประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการได้รับยาขับลม และยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร รานิทิดีน (ranitidine) 150 มิลลิกรัม นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยผ่านกลไกกระตุ้นการหลั่งเมือก หรือมิวซิน (mucin) มาเคลือบกระเพาะ ยับยั้งการหลั่งกรดและน้ำย่อยของกระเพาะ และต้านการอักเสบ โดยการศึกษาให้ผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ รับประทาน ขมิ้นชันแคปซูล 600 และ 1,000 มิลลิกรัม/วัน แบ่งรับประทานวันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน นาน 12 สัปดาห์ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ใกล้เคียงกับการใช้ยาลดกรด และกลุ่มที่ได้รับ ขมิ้นชันที่แผลหายแล้วจะไม่กลับมาเป็นอีก และการรับประทานผงขมิ้นชันวันละ 1 กรัม หลังมื้ออาหารเช้าเย็น ร่วมกับการรับประทานยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) หรือยาเมซาลาซีน (mesalamine) ซึ่งใช้ใน การรักษาโรคลำไส้อักเสบ จะให้ผลการรักษาดีกว่าใช้ยาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียว

 
แหล่งอ้างอิงโดย
1. บทความ : ขมิ้นชัน...ขุนพลผู้พิชิตโรคในระบบทางเดินอาหาร, กนกพร อะทะวงษา, สำนักงานข้อมูลสมุนไพร, คณะเภสัชศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล
2. บทความ : ดูแลตัวเองอย่างไรในภาวะกรดไหลย้อน, อ.นพ.ปิยะพันธ์ พฤกษพานิช, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เรียงข้อมูลโดย ไทย เฮลท์ โปรดักส์ (THP)     

 
 
How to ดูแลสุขภาพในวิกฤต PM 2.5 ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

        ในช่วงเวลานี้ไม่มีอะไรเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพได้เท่ากับมลพิษ PM 2.5 เจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วแต่ผลกระทบไม่เล็กตามขนาดของมัน เจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วนี้มีขนาดตัวเพียงแค่ 2.5 ไมครอน หรือเพียง 1 ใน 25 ของเส้นผม ทำให้แม้กระทั่งขนจมูกของเราเองก็ไม่สามารถกรองเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วนี้ได้ และเมื่อเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของสารอนุมูลอิสระ เมื่อเข้าสู่ร่างกายก็จะแพร่กระจายสู่ระบบทางเดินหายใจ จากหลอดลมเข้าสู่หลอดเลือด จากนั้นก็จะถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะอักเสบภายในร่างกาย และเป็นบ่อเกิดสำคัญของสารพัดโรคร้าย

นอกจากนี้ทางกรมอนามัยโลก ได้ระบุไว้ว่า PM 2.5 เป็นสารกลุ่มที่ 1 ที่เป็นสารก่อมะเร็ง เป็น 1 ใน 8 ของสาเหตุที่ทำให้ประชากรเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และยังทำให้เสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง อย่าง โรคหลอดเลือดสมอง, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, โรคติดเชื้อเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง, โรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็งปอด เป็นต้น นอกจากนี้ทางแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยยังได้ระบุว่า เจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วที่มีขนาดเล็กนี้ ยังมีน้ำหนักที่เบาจนสามารถลอยตัวในอากาศได้ และยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังของเราได้โดยตรง และยังมีงานวิจัยถึงผลกระทบของเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 นี้พบว่า เจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วสามารถส่งผลต่อผิวหนังโดยสามารถแบ่งระดับอาการออกได้ 2 ระยะคือ

1. ระยะเฉียบพลัน เจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วจะทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นกำพร้า ทำให้เกิดการอักเสบ และระคายเคืองกับผิวหนังได้โดยตรง
2. ระยะเรื้อรัง เจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วเป็นอนุมูลอิสระที่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ผิวหนัง ตั้งแต่กระบวนการสร้างเซลล์ ทำให้เซลล์ผิวเกิดภาวะความชรา จุดด่างดำ และลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิวหนังอีกด้วย

      ด้วยเหตุนี้การป้องกันภัยจากเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในตอนนี้ โดยมีเคล็ดลับการดูแลสุขภาพง่าย ๆ คือ พยายามอยู่ภายในอาคาร พร้อมเสริมด้วยเครื่องกรองอากาศมาเป็นตัวช่วยในการดักเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว และหากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องออกนอกบ้าน ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก ควรทาโลชั่นหรือครีม ใส่หน้ากากกรองฝุ่น สวมแว่นตา แต่งกายให้มิดชิด และงดการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพื่อลดการรับเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 เข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอีกว่า มีสารอาหารบางชนิดมีคุณสมบัติที่ช่วยต้านและลดความเป็นพิษของเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 นี้ได้ ได้แก่

1. โค เอนไซน์ คิว 10 เป็นสารคล้ายวิตามินที่มีความสำคัญในการสร้างพลังงานพื้นฐานให้กับเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antiox idant) ที่มีประสิทธิภาพสูง คอยป้องกันสารอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาภายในเซลล์ที่เป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ
2. วิตามิน C เป็นวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และลดภาวะอาการอักเสบที่อาจเกิดจากเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว ดังนั้นแนะนำให้หาอาหารเสริมที่ให้ทั้งวิตามิน C และสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ที่มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง และยังมี OPC ที่สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามิน C ถึง 20 เท่าและสูงกว่าวิตามิน E 50 เท่า
3. เบต้า แคโรทีน มีส่วนช่วยให้การทำงานของปอดกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นสารตั้งต้นของวิตามิน A ที่ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งสามารถพบได้ในสารสกัดจากมะเขือเทศนั่นเอง
4. โอเมก้า 3 จากการศึกษาวิจัยทางคลินิกในกลุ่มผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุที่อาศัยในแหล่งที่มีเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 พบว่า การได้รับน้ำมันปลา 2 กรัม/วัน ช่วยลดผลเสียต่อสุขภาพของเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5ได้ ดังนั้นนอกจากการรับประทานปลาทะเล หรือปลาน้ำจืดแล้ว ลองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีคุณภาพมาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพในช่วงวิกฤติของเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 นี้

     ถึงแม้ว่าตอนนี้การศึกษาวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารกับเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋ว PM 2.5 ยังไม่ได้มีจำนวนที่มากพอ แต่ก็ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่กล่าวถึงสารอาหารเหล่านี้ มีส่วนช่วยในการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันและเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ให้กลับมามีประสิทธิภาพ อย่างน้อยก็ทำให้ภายในร่างกายมีความสมดุลแข็งแรงมากเพียงพอ และพร้อมที่จะรับมือต่อภัยเงียบจากเจ้าฝุ่นตัวกระจิ๋วอย่าง PM 2.5 นี้ได้

แหล่งอ้างอิงโดย
1. บทความวิชาการ, “ฝุ่น PM 2.5 กับโรคสมอง”, เรืออากาศโท นายแพทย์กีรติกร ว่องไววาณิชย์, อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท, ศูนย์สมองและระบบประสาท, โรงพยาบาลกรุงเทพ
2. บทความสุขภาพน่ารู้, “ฝุ่น PM 2.5 กับผลกระทบทางผิวหนัง”, แพทย์หญิงจันทร์จิรา สวัสดิพงษ์, ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการประชาสัมพันธ์องค์กร, สถาบันโรคผิวหนัง, กรมการแพทย์
3. ฝุ่นพิษ PM 2.5 เยียวยาด้วยอาหารรักษ์หัวใจ, ผศ.ดร ฉัตรนภา หัตถโกศล, ภาควิชาโภชนวิทยา, คณะสาธารณสุขศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหิดล

เรียงข้อมูลโดย ไทย เฮลท์ โปรดักส์ (THP)     

เคล็ดลับเพิ่มพลังสมอง

     จากภาวะทางสังคมที่มีการแข่งขันที่สูงขึ้น ปัจจัยมากมายรอบตัวที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต จึงส่งผลให้เกิดความเครียด แต่เมื่อชีวิตเรายังคงต้องดำเนินต่อไปในทุก ๆ วัน ทำให้เกิดเป็นความเครียดสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลให้ “สมองล้า” (Brain fog syndrome) การทำงานของสมองในส่วนของความจำก็จะทำงานลดลง เริ่มมีอาการ เบลอ ๆ รู้สึกไม่สดชื่น มึนหัว พอหนักขึ้นก็เริ่ม นอนไม่หลับ ปวดหัวบ่อยขึ้นและเรื้อรัง สายตาพร่ามัว ความจำระยะสั้นแย่ลง ขี้หลงขี้ลืม และหงุดหงิดง่ายขึ้น หากยังปล่อยไว้ไม่ได้รักษาก็จะเสี่ยงที่จะเกิดโรคความจำเสื่อมก่อนวัย โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสันได้

     อาการ “สมองล้า” เป็นภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นกับสมอง มีผลมาจากความเครียดที่สะสมจากการใช้งานสมองอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันอย่าง การพักผ่อนน้อย การนอนดึก การทำงานโต้รุ่ง การเร่งทำงานให้เสร็จทันเวลา หรือแม้กระทั่งการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้สารเคมีในสมอง หรือที่เรียกว่าสารสื่อประสาท ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาททำงานลดลงและเสียสมดุล สมองจึงทำงานได้น้อยลงและเกิดเป็นอาการต่างตามที่กล่าวข้างต้น วันนี้เราจึงมาแนะนำตัวช่วยดี ๆ จากธรรมชาติ ที่ปลอดภัยกับร่างกายมาเป็นตัวเสริม และเพิ่มพลังสมองอย่าง “แปะก๊วย” มาฝาก

     “แปะก๊วย” (Ginkgo biloba L.) หรือ “สารสกัดจากใบแปะก๊วย” พืชใบสีเขียวที่มีสรรพคุณมากมายหลายด้าน มีสารสำคัญหลักอย่าง สารเทอร์พีนอยด์ (Terpinoidal compounds) ได้แก่ ไบโลบาไลด์ (Bilobalide) ไดเทอร์ปีนแลคโตน 5 ชนิด ที่รวมตัวกันเรียก กิงโกไลต์ (Ginkgolides) และสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) จึงทำให้สารสกัดจากใบแปะก๊วย มีคุณสมบัติสำคัญมากมายที่ไม่ใช่แค่เพียงเพิ่มพลังและบำรุงสมอง แต่ยังสามารถช่วยฟื้นฟูระบบภายในของร่างกายให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนได้รับการยอมรับและในบางประเทศมีการประกาศให้แปะก๊วยเป็นตัวยาที่แพทย์แผนปัจจุบันมีการสั่งจ่ายในการรักษา อีกทั้งยังมีศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของสารสกัดใบแปะก๊วยถึงผลในการรักษามากมาย อย่าง

- ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant activity) ที่มีการศึกษาฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากใบแปะก๊วย พบว่า สามารถช่วยลดปริมาณการผลิตอนุมูลอิสระ ป้องกัน LDL จากภาวะเครียด ป้องกันเม็ดเลือดแดงจาก EGB-761 สารที่ทำลายเซลล์ประสาท และยังป้องกันจอตา (Retina) จากความเสื่อมของเซลล์ประสาท   

- ฤทธิ์การไหลเวียนของโลหิตไปยังสมอง (Cerebral blood flow increase) จากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ได้รับสารสกัดใบแปะก๊วยขนาด 120-300 มิลลิกรัม/คน/วัน เป็นเวลา 4-12 สัปดาห์ มีผลเพิ่มปริมาณโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้อาการต่าง ๆ ที่เกิดจากโลหิตไปเลี้ยงสองไม่เพียงพอดีขึ้นภายใน 4 สัปดาห์ และหลังจากรับประทานต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ อาการดีขึ้นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก และจากการศึกษากับกลุ่มผู้ป่วยโลหิตไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จำนวน 90 คน โดยให้รับประทานสารสกัดใบแปะก๊วยขนาด 150 มิลลิกรัม/วัน  เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้น ระยะเวลาของความตั้งใจใจการทำงานเพิ่มขึ้น ความสามารถในการทำงานต่าง ๆ ที่ต้องใช้การปรับตัว และการตัดสินใจที่รวดเร็วดีขึ้น

- ฤทธิ์ที่ช่วยให้ความจำดีขึ้น (Memory enhancement effect) โดยการศึกษาฤทธิ์ที่ช่วยให้ความจำดีขึ้นในผู้ป่วยสูงอายุ 18 คน ที่มีภาวะความจำเสื่อมจากความชรา พบว่า เมื่อผู้ป่วยรับประทานสารสกัดจากใบแปะก๊วยขนาด 320 มิลลิกรัม/คน สามารถช่วยให้ความจำของผู้ป่วยดีขึ้น
            นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต การศึกษาฤทธิ์ในการเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และการศึกษาฤทธิ์เพิ่มการมองเห็น ฯลฯ มีผลไปในทิศทางเดียวกัน คือมีผลดีขึ้นเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งสารสกัดจากใบแปะก๊วยยังมีสารสำคัญอย่าง เอเชียติโคไซค์ (Asiaticoside) เอเชียติคแอซิค (Aisatic Acid) และบลามิโนไซด์ (Brahimnoside) ที่ช่วยเข้าไปยับยั้งการสร้างสารที่ทำลายเซลล์สมอง ลดความเครียดของสมองจากการทำงานหนัก และช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของกำลังสมองอีกด้วย

     การดูแลรักษาฟื้นฟูสมองด้วยการปรับการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจยังไม่เพียงพอต่อการรักษาฟื้นฟู เนื่องจากสิ่งต่าง ๆ ภายนอกไม่ว่าจะเป็น คลื่นแม่เหล็กจาก คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ที่เข้าไปรบกวนสารสื่อประสาท ความเครียดที่เกิดโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว การนอนดึก การนอนไม่เพียงพอ การที่ขาดการออกกำลังกาย ที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง การที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และการที่ร่างกายได้รับสารพิษจากมลภวะ สารเคมีจากอาหาร หรือสิ่งปนเปื้อนที่ปนมากับอากาศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบที่มีผลต่อสมองที่ยากจะหลีกเลี่ยง ได้การเพิ่มตัวช่วยเข้ามาช่วยเพิ่มพลังสมองจึงสำคัญอย่างมากเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว 

 

แหล่งอ้างอิงโดย
1. บทความวิชาการ, “แปะก๊วย” สมุนไพรรักษาความจำเสื่อม, พิชานันท์ ลีแก้ว, ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์, คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
2. บทความสุขภาพน่ารู้, แปะก๊วยช่วยยับยั้งความเสื่อมของสมองและต้านอนุมูลอิสระ, ภก.สุดเหมือนฝัน ธนธัญญา, นิตรยาสารหมอชาวบ้าน เล่ม304
3. รายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 3, บทที่ 56 รายละเอียดข้อมูลยาทางชีวภาพแปะก๊วย (Ginkgo), โครงการเพิ่มศักยภาพฐานข้อมูลอุตสาหกรรมยาทางชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
4. บทความผลงานทางวิชาการ, Ginkgo Biloba, ภก.พีรวัฒน์ จินาทองไทย, ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ, คณะเภสัชศาสตร์, ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เรียงข้อมูลโดย ไทย เฮลท์ โปรดักส์ (THP)     

สารสกัดน้ำมันงาขาว มหัศจรรย์จากธัญพืช

            “งาขาว” พืชเมล็ดจิ๋วที่ทุกคนรู้จักกันดี เป็นเมล็ดพืชเมล็ดจิ๋วแต่แจ๋วแถมยังดีต่อสุขภาพ เพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เช่น ให้พลังงาน 697 กิโลแคลอรี่ ให้น้ำ 3.0 กรัม ให้โปรตีน 26.1 กรัม ไขมันดี 64.2 กรัม ให้คาร์โบไฮเดตร 64.2 กรัม และให้แคลเซียม 90 มิลลิกรัม จึงทำให้งาขาวมักถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านสุขภาพและความงามเป็นจำนวนมาก

            ความมหัศจรรย์ของธัญพืชเมล็ดจิ๋ว “งาขาว”
1.       เสริมความแข็งแรงของกระดูก
สารสกัดน้ำมันงาขาว เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุหลายชนิดที่ล้วนดีต่อสุขภาพกระดูก เช่น ซิงค์ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น โดยทางข้อมูลทางโภชนาการได้ระบุว่า งาขาว มีปริมาณแคลเซียมมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า และมีมากกว่าผักหลายๆ ชนิดถึง 20 เท่า ทำให้เมื่อรับประทานน้ำมันงาขาวเป็นประจำสม่ำเสมอจึงช่วยเสริมการเติบโตของกระดูก และเสริมสร้างความแข็งแรงพร้อมซ่อมแซมกระดูกและกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ ลดอัตราเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน และป้องกันข้อเข่าเสื่อม
2.       ลดอาการอักเสบ
ในน้ำมันงาขาว เปี่ยมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญอย่างธาตุคอปเปอร์ ที่มีฤทธิ์ในการต้านอาการอักเสบ อีกทั้งยังมีสารฟีนอลจำนวนมากที่เป็นสารในกลุ่มลิกแนนที่พบได้ในเฉพาะสารสกัดน้ำมันงา อันได้แก่ สารเซซามิน สารเซซามอล และสารเซซาโมลิน ซึ่งมีงานวิจัยเกี่ยวกับสารเซซามินในเมล็ดงาถึงผลในการรักษาโรคข้อเสื่อม พบว่า มีฤทธิ์ในการยับยั้งสารที่เข้าไปทำลายกระดูกอ่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเจ้าสารเซซามินจากน้ำมันงาจะเข้าไปเพิ่มความหนาของกระดูกอ่อน เพื่อลดการสูญเสีย และเพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน (Collagen) และโปรทีโอไกลแคน (Proteoglycans) ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างกระดูกอ่อน
3.       ลดความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็ง
น้ำมันงาขาว อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียมที่เป็นแหล่งของไฟเดต (Phytate) ที่ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่จะนำพาให้เซลล์ในร่างกายเกิดโรคมะเร็งและโรคเรื้อรังร้ายแรงต่าง ๆ
4.       ลดอาการนอนไม่หลับ
ในสารสกัดน้ำมันงาขาวมีวิตามินบี ที่จะช่วยคนที่กำลังประสบปัญหา “นอนไม่หลับ” เนื่องจากวิตามินบีในสารสกัดน้ำมันงา มีส่วนช่วยให้ระบบประสาททำงานดีขึ้น ช่วยบำรุงระบบประสาท ลดอาการตึงเครียดของสมอง จึงช่วยให้นอนหลับสบายและหลับลึกขึ้น
5.       ลดระดับคอเลสเตอรอล
ในกระบวนการสกัดน้ำมันงาขาว จะได้ไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่ดีต่อร่างกาย อย่าง โอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและไขมันที่เกาะตามหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย
            ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในความมหัศจรรย์จากธัญพืชเมล็ดจิ๋วอย่าง “งาขาว”เท่านั้น ยังมีความมหัศจรรย์อีกมากมายที่เฉพาะตัวของเจ้าสารสกัดน้ำมันงาสามารถทำได้ แต่ด้วยองค์ประกอบหลักของสารสกัดน้ำมันงาให้พลังงานที่ค่อนข้างสูง จึงควรรับประทานวันละไม่เกิน 15 กรัม (1,000 มิลลิกรัม = 1 กรัม) และควรเพิ่มความพิถีพิถันในการเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นสารสกัดจากงาขาวบริสุทธิ์ที่แท้จริง เพราะมีบางแหล่งผลิตที่ทำการแต่งกลิ่นงาเพื่อดึงดูดความน่าสนใจ และควรเลือกแหล่งผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ มีมาตรฐานรับรองถูกต้องเพื่อเป็นการการันตีถึงคุณค่าทางโภชนาการที่เราจะได้รับจากสารสกัดน้ำงา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่เราควรได้รับอย่างเต็มที่

แหล่งอ้างอิงโดย
1.       บทความ, “งา” ธัญพืชเมล็ดจิ๋วแต่แจ๋ว, มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
2.       บทความ, งา ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน, มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
3.       งา ธัญพืชเพื่อสุขภาพ, กัษมาพร ปัญต๊ะบุตร, ฝ่ายกระบวนการผลิตและแปรรูปสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
เรียงข้อมูลโดย ไทย เฮลท์ โปรดักส์ (THP)     

 
 
 
ยอดราชาสมุนไพร คืนสมรรถภาพ เพิ่มพลังกาย

     ปัญหาสุขภาพในปัจจุบันที่สร้างความกังวล ลดความมั่นใจให้ทั้งคุณผู้ชาย และคุณผู้หญิง คือภาวะที่ร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หรือถ้าเกิดขึ้นกับคุณผู้ชายก็จะเรียกว่า นกเขาไม่ขัน (Erectile dysfunction:ภาวะการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายไม่เต็มที่) และถ้าเกิดกับคุณผู้หญิงก็จะส่งผลให้มีอาการกวนใจต่าง ๆ อย่าง อาการเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) ถือได้ว่าภาวะที่ร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นเหมือนสัญญาณเตือนของความผิดปกติที่อาจจะเริ่มเกิดในระบบหลอดเลือดและหัวใจ เพราะในช่วงที่เกิดอารมณ์ทางเพศ ร่างกายจะต้องอาศัยการไหลเวียนเลือดที่ดีในการสูบฉีดเลือดไปยังอวัยวะเพศให้พร้อมในการใช้งาน ดังนั้นสมรรถภาพทางเพศที่ลดลงจึงไม่ได้บอกปัญหาแค่เพียงเฉพาะจุด แต่เป็นการแสดงออกถึงการเสียสมดุลภายในร่างกายของเราอีกด้วย

     และเมื่อพูดถึงการคืนสมรรถภาพ เพิ่มพลังกายด้วยวิถีแบบธรรมชาติ ก็คงหนีไม่พ้นยอดราชาสมุนไพรอย่าง “โสม” และ “ถั่งเช่า” สมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องของการปรับสมดุลภายในร่างกาย และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ที่มีการศึกษาวิจัยถึงผลทางชีวภาพ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยายืนยันว่า

“โสม” ช่วยฟื้นฟูสรรถภาพ และสามารถเสริมประสิทธิภาพทางเพศ โดยมีงานวิจัยในผู้ป่วยที่มีภาวะร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 45 ราย โดยให้รับประทานโสมปริมาณ 900 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อวันเป็นระยะเวลาสองเดือน พบว่า สามารถเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ

“ถั่งเช่า” ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีงานวิจัยในผู้ชาย 22 คน ที่มีประวัติการใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่า สามารถช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์มในอสุจิได้ 33% และมีผลลดลงของสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29 % อีกทั้งยังสามารถช่วยทำให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น 66% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

     ดังนั้นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีส่วนผสมของ “โสม” และ “ถั่งเช่า” เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายตัวยาที่มีอยู่ในโสมจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดง ปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ ทำให้การสูบฉีดเลือดในร่างกายมีความเสถียรมากขึ้น สารสำคัญที่เข้าไปฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศทั้งในโสมและถั่งเช่าจะออกฤทธิ์ส่งเสริมกัน จึงยิ่งทำให้ประสิทธิในการฟื้นฟูและเพิ่มสมรรถภาพมีเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมสารสำคัญจากโสมและถั่งเช่าได้มากที่สุด แนะนำให้ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามินอีเป็นหนึ่งในส่วนผสม เนื่องจากวิตามินอีเป็นวิตามินสำคัญที่จะช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ช่วยดูดซับอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย อีกทั้งวิตามินอียังช่วยป้องกันสารสำคัญที่ได้จากโสมและถั่งเช่า ไม่ให้ถูกทำลายด้วยกรดหรือสารเคมีในกระเพาะอาหาร ทำให้การรับประทานสมุนไพรทั้ง 2 ชนิดนี้เกิดผลดีกับร่างกายมากที่สุด

     อย่างไรก็ตามภาวะที่ร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่ภาวะที่เกิดขึ้นกับวัยสูงอายุเท่านั้น ในปัจจุบันเราสามารถพบผู้ป่วยผู้ชายอายุ 20-30 ปี มีโอกาสที่จะประสบกับภาวะที่ร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศถึง 8% และมีการคาดการณ์จากกรมอนามัยของสหรัฐอเมริกาว่าผู้ป่วยภาวะร่างกายหย่อนสมรรถภาพทางเพศจะเพิ่มมากขึ้นถึง 170 ล้านคนในปี 2568 และถึงแม้ว่ายุดนี้ภาวะหย่อนสมรรถภาพเป็นเรื่องที่ถูกเปิดกว้างใคร ๆ ก็เป็นกัน แต่จริง ๆ แล้วการมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ หรือการหาตัวช่วยแบบผิดวิธี เป็นการดูแลรักษาสุขภาพที่หลงทิศหลงทางและน่าเป็นห่วง เพราะการปล่อยไว้เรื้อรังก็อาจ “ก่อให้เกิดโรคอื่น” ได้

            แหล่งอ้างอิงโดย

1. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), www.vcharkarn.com, www.tpma.or.th, นพ.สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มโรคเอดส์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2. บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน, www.pharmacy.mahidol.ac.th, รองศาสตราจารย์ ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และ ธิดารัตน์ จันทร์ดอน สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
3. ลังข้อมูลยา, www.pharmacy.mahidol.ac.th, นศภ. ทศพล จันทร์ดี,  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
4. ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ, www.vejthani.com, ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ, โรงพยาบาลเวชธานี
5. บทความสุขภาพ, www.bangkokhealth.com, นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ, ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ
6. ผลทางเภสัชวิทยาของสารจินเซ็นโนไซด์ในโสมอเมริกาต่อสุขภาพ, วารสารพยาบาลทหารบก, คุณ สุรพจน์ วงศ์ใหญ่, ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 (ก.ย. - ธ.ค.) 2555

เรียงข้อมูลโดย ไทย เฮลท์ โปรดักส์ (THP)
 
ถั่งเช่า เคล็ดลับยาบำรุงของจักรพรรดิ
 
            เป็นที่รู้จักกันดีกับ “ถั่งเช่า” (Cordyceps) หรือ “หญ้าหนอน” สมุนไพรจีนที่มีคุณภาพชั้นเยี่ยม กับคุณสมบัติชั้นยอดหลายด้านในเรื่องของการดูแลสุขภาพ ถือได้ว่าเป็นสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณทางยาที่แพทย์จีนโบราณค้นพบและใช้ในการรักษา รวมทั้งถวายเป็นเครื่องเสวยขององค์จักรพรรดิ และราชวงศ์ จนได้รับการยอมรับมานานนับศตวรรษ
ในปัจจุบันคนไทยเรียก “ถั่งเช่า” ว่า “หญ้าหนอน” มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นเสมือนทหารมือเอกประจำร่างกาย หรือเรียกว่า หน่วยเพชฌฆาต (Natural Killer Cell) ที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อไวรัส และเซลล์มะเร็ง บำรุงการทำงานของไต ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด เพิ่มออกซิเจนในการไหลเวียนเลือด ช่วยต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างสรรถภาพทางเพศจนได้สมญานามว่าเป็น “ไวอาก้าแห่งเทือกเขาหิมาลัย”
จากการศึกษางานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับ “ถั่งเช่า” ถึงผลทางชีวภาพ และฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า ในถั่งเช่าอุดมไปด้วยสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อีกทั้งยังมีรายงานด้านการวิจัยในคนเกี่ยวกับการศึกษาฤทธิ์ของถั่งเช่าในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ พบว่า ในกรณีการศึกษาฤทธิ์ของถั่งเช่าต่อการกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ ผลการศึกษาพบว่า ในผู้ชาย 22 คน ที่ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่า ช่วยเพิ่มจำนวนของสเปิร์มในอสุจิได้ 33% และยังมีผลลดลงของสเปิร์มที่มีความผิดปกติลง 29 % นอกจากนี้ยังมีอีกกรณีการศึกษาในผู้ชายและผู้หญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง ผลการศึกษาพบว่า ถั่งเช่าสามารถช่วยทำให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น 66% และยังมีงานวิจัยสนับสนุนอีกมากมายว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้อง และช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไต ฮอร์โมนจากต่อมไทมัส และจำนวนของสเปิร์มที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น 30% และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้ 86%
            อย่างไรก็ตาม ถั่งเช่า ไม่ได้มีสรรพคุณเพียงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ แต่ยังมีงานศึกษาวิจัยอีกหลายฉบับที่ได้ศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่พบว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ เป็นต้น
            การรับประทานถั่งเช่าถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแลสุขภาพ ที่เราสามารถมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยเนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของภาวะภายในร่างกายที่เราไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นเพื่อการรับประทานถั่งเช่าให้มีประโยชน์ และมีความปลอดภัยสูงสุด ควรทำการศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่มีมาตรฐาน หาข้อมูลถึงวิธีการรับประทานที่เหมาะสม หรือของรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือแพทย์เพื่อเป็นการป้องกันผลเสีย และอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้  
            แหล่งอ้างอิงโดย
1.       สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), www.vcharkarn.com, www.tpma.or.th, นพ.สมยศ กิตติมั่นคง หัวหน้ากลุ่มโรคเอดส์ สำนักโรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
2.       บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน, https://www.pharmacy.mahidol.ac.th, รองศาสตราจารย์ ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และ ธิดารัตน์ จันทร์ดอน สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
 
เรียงข้อมูลโดย ไทย เฮลท์ โปรดักส์ (THP)
 
แสงสีฟ้า ภัยร้ายของยุคที่ชีวิตติดจอ!!!

          ในทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่มักอยู่กับหน้าจอคอม หน้าจอโทรศัพท์ แท็บแลต และสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ดวงตาจะได้รับแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์เหล่านี้ไปด้วย ซึ่งเจ้าแสงสีฟ้านี่แหละที่เป็นภัยเงียบที่เข้ามามีผลต่อดวงตาเราโดยตรง 3 ภาวะเสี่ยงที่เกิดจากแสงสีฟ้าได้แก่

1.     ภาวะตาล้า (Digital Eye Strain) มีอาการล้า คัน เคือง ปวด แสบตา มองภาพไม่ชัด ภาพซ้อน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา น้ำตาไหล ตาแห้ง ดวงตาไวต่อแสงมากขึ้น
2.     ภาวะเซลล์ประสาทตาตาย เมื่อดวงตาได้รับแสงสีฟ้า จะส่งผลให้เซลล์ดวงตาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ค่าสายตาผิดปกติเร็วขึ้น เนื่องจากคลื่นแสงพลังงานสูงเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) ในเซลล์ของจอประสาทตา
3.     จอประสาทตาเสื่อม สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) ทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลง ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้
4.     โรคตาแห้ง (Dry Eye) ทำให้เกิดอาการคัน ระคายเคือง หรือแสบตา ในบางรายอาจพบอาการตาแดงร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักพบในกลุ่มคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ และอยู่ในห้องปรับอากาศตลอดเวลา คนที่ผ่าตัดหรือทำเลเซอร์ตา และหากปล่อยให้ตาแห้งเป็นเวลานาน ๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะตาอักเสบ และเสี่ยงต่อภาวะดวงตาติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการมองเห็นต่อไปในอนาคต
5.     โรคต้อกระจก (Cataract) มีอาการเห็นภาพมัว มีฝ้าขาว ซึ่งแต่ละคนจะมีระดับความรุนแรงของอาการไม่เหมือนกัน 

วิธีการดูแลดวงตาจากแสงสีฟ้า ได้แก่
1.     ลดความสว่างของหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ
2.      ติดฟิล์มที่หน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อช่วยกรองแสงสีฟ้า
3.      พักสายตาทุก ๆ 30 นาที โดยหลับตาพักประมาณ 1 นาที มองไปไกลออกไป 30 วินาที และหาผ้าชุปน้ำอุ่น ๆ ประคบไว้ที่ดวงตาประมาณ 1-2 นาที
4.      สวมแว่นกรองรังสีจากหน้าจออุปกรณ์ต่าง ๆ
5.     กระพริบตา 1-2 ครั้งต่อ 10 วินาที
6.     หาวิตามินเสริมเพื่อดูแลดวงตา ด้วยสารสกัดจากบิลเบอร์รี่ พร้อมเสริมการทำงานของดวงตาด้วยลูทีน

          บิลเบอร์รี่ (Bilberry) เป็นผลไม้สีน้ำเงินม่วง ตระกูลเดียวกับเบอร์รีทั้งหลาย และมีนักวิจัย ไมเคิล ที เมอร์เรย์ (Michael T. Murray) ได้กล่าวว่าสาร แอนโธไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides)สารสีน้ำเงินหรือม่วงที่พบมากในบิลเบอร์รี มีคุณสมบัติสำคัญคือสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทต่อดวงตา มีผลต่อเซลล์เยื่อบุผิวเรตินาในการมองเห็น และลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา ช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก และป้องกันจอประสาทตาเสื่อม อีกทั้งยังช่วยสร้างความแข็งแรงของคอลลาเจนในเส้นเลือดฝอยที่ตาและเชื่อมต่อเนื้อเยื่อดีขึ้น ลดอาการตาแห้ง ตาล้า และมีส่วนช่วยบรรเทาอาการตาบอดกลางคืน ทำให้การมองเห็นในที่สลัวดีขึ้น ควบคุมการทำงานของเรตินาจอรับแสงป้องกันโรคตาบอดแสง และการมองไม่เห็นในตอนกลางวัน

          ลูทีน (Lutein) เป็นสารอาหารในกลุ่มที่เรียกว่าแซนโทฟิลส์ (xanthophylls) มีลักษณะเป็นสารสีเหลือง อยู่ในจำพวกแคโรทีนอยด์ (carotenoids) เป็นสารอาหารที่ช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตา ภายในจอประสาทตาจะมีร่องเล็ก ๆ ที่มีเซลล์คอยรับภาพจากจอประสาทตา เป็นจุดที่แสงตกกระทบ และทำให้สามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนในแต่ละวันได้ ซึ่งบริเวณนี้จะพบลูทีนอยู่จำนวนมาก โดยจะพบได้ตรงชั้นเนื้อเยื่อที่หล่อเลี้ยงเส้นประสาท ซึ่งจุดที่สำคัญต่อการมองเห็นเป้นอย่างมาก หากบริเวณดังกล่าวเสื่อม หรือสูญเสียหน้าที่ จะทำให้สูญเสียการมองเห็น หรือตาบอดได้

          โดยลูทีน จะทำหน้าที่สำคัญในการกรองแสงสี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในดวงตา อีกทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องจอประสาทตา โดยลูทีนจะทำงานร่วมกับกรดไขมันดีเอชเอ และเอเอ ที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการด้านการมองเห็นของเด็กอีกด้วย

 

!!น้ำมันมะพร้าว คุณค่ามหัศจรรย์จากธรรมชาติ!!


          น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil) เป็นหนึ่งในสารสกัดที่ได้รับการยอมรับ และถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังมีการนำมาใช้ในการรักษาโรค อย่าง การรักษาแผลไหม้ ท้องผูก ลำไส้อักเสบ ฆ่าเชื้อในช่องปาก เป็นต้น น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil) เป็นน้ำมันที่ได้จากการสกัดส่วนของเนื้อมะพร้าว โดยแยกเอาเฉพาะส่วนของน้ำมันออกมา โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่


          1. น้ำมันมะพร้าว (Refined Bleaching Deodorizing Coconut Oil: RBD) เป็นน้ำมันที่ได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวหรือเนื้อมะพร้าวแห้ง (Copra) ด้วยกรรมวิธีการสกัดด้วยตัวทำละลาย โดยผ่านความร้อนสูง 3 กระบวนการ ได้แก่ การทำให้บริสุทธิ์ (Refining) การฟอกสี (Bleaching) และการกำจัดกลิ่น (Deodorization) ทำให้ได้น้ำมันมะพร้าวที่มีสีเหลืองอ่อน ปราศจากกลิ่น รส และมีกรดไขมันอิสระไม่เกินร้อยละ 0.1 แต่วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะถูกกำจัดออกไป
          2. น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ หรือ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (Virgin Coconut Oil: VCO) เป็นน้ำมันมะพร้าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในตอนนี้ โดยมีกรรมวิธีการสกัดโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูงและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมี มีสีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี ไม่ผ่านกระบวนการเติมออกซิเจน มีค่าเบอร์ออกไซด์ กรดไขมันต่ำ และมีกลิ่นมะพร้าวอ่อน ๆ
          น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัวเป็นองค์ประกอบหลัก (มากกว่า 90%จากปริมาณกรดไขมันทั้งหมด) ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวที่ได้จากน้ำมันมะพร้าว เป็นกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลสายขนาดปานกลาง (Medium chain fatty acid) ที่มีมากถึง 63% เช่น  กรดลอริก (Lauric acid) ซึ่งเมื่อรับประทานและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะถูกเผาผลาญได้ดี สะสมในเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) และกรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว (Long chain fatty acid) 30% ที่เหลือเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวสายยาว 7% ซึ่งเป็นกลุ่มกรดไขมันจำเป็นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากกลุ่ม Long chain fatty acids ที่พบใน นม เนย ชีส และไขมันจากสัตว์ทุกชนิด ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพซึ่งควรจะหลีกเลี่ยง
          และด้วยโครงสร้างที่แตกต่างของกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าว จึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้เมื่อเรารับประทานน้ำมันมะพร้าว ร่างกายจะดูดซึมได้ทันที และจะส่งผ่านไปที่ตับ จากนั้นตับจำทำการเปลี่ยนกรดไขมันเหล่านี้เป็นสารคีโตน ซึ่งสารคีโตนนี้เป็นสารที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญของสมอง ทำให้ช่วยฟื้นฟูความจำ ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งกรดไขมันจากน้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น จึงมีผลให้ระบบเผาผลาญไขมันโดยเฉพาะไขมันช่องท้องทำงานได้ดีมากขึ้น จึงช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน รวมถึงป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ นอกจากนี้ผลพลอยได้จากอัตราการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น ไขมันและน้ำตาลที่สะสมในร่างกายถูกนำไปเผาผลาญเป็นพลังงาน ทำให้ช่วยลดระดับน้ำตาล และลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานได้ อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวยังช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวชุ่มชื้น บำรุงผม ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราอีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม การรับประทาน "น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น" ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน มีการบรรจุจัดเก็บที่ดี เพื่อคงคุณภาพของสารสกัด และลดการปนเปื้อนก่อนที่เราจะรับประทานเข้าสู่ร่างกาย และการรับประทานน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก แนะนำให้ทานควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารให้เหมาะสมในแต่ละวัน และออกกำกายอย่างสม่ำเสมอ


!!“แอสตาแซนธิน” สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงดวงตาและผิว!!

            แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) สารสีแดงส้มอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ที่มีประสิทธิภาพสูงอย่างมากในการต้านอนุมูลอิสระ จนทำให้แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ได้รับความสนใจอย่างมาก และถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านโภชนศาสตร์และเวชสำอาง แถมยังมีคุณประโยชน์ทางด้านการแพทย์มากมาย ทำให้ในปี 2557 เกิดความต้องการแอสตาแซนธินพุ่งสูงถึง 280 ตัน และในปัจจุบันยังคงมีอัตราการเติบโตอยู่ร้อยละ 7 นี่จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถยืนยันความสามารถพิเศษของแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ในด้านคุณสมบัติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนมาทำความรู้จัก และเล่าถึงคุณสมบัติที่แสนจะมหัศจรรย์ให้ทุกท่านได้ทราบกัน
            แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) พบมากในสัตว์ทะเลส่วนใหญ่ อย่าง ปลาแซลมอน ปลาเทราด์ เคย (Krill) กุ้ง กั้ง ปู แต่จากแหล่งธรรมชาติที่พบมากที่สุดคือ สาหร่ายขนาดเล็กสีแดง (Microalgae Haematococcus pluvialis) ซึ่งแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ มีโครงสร้างที่พิเศษเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในส่วนที่ละลายในน้ำ และละลายในน้ำมัน จึงสามารถปกป้องเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ ทั้งภายในและภายนอก และยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ได้ดีกว่ากลุ่มแคโรทีนอยด์ทั่วไป และด้วยสาเหตุนี้ทำให้แอสตาแซนธินมีคุณสมบัติเหนือกว่าสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น ๆ จนได้รับฉายาว่าเป็น “Nature’s Most Powerful Antioxidant”
            นอกจากแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) จะมีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระที่แรง และดีเยี่ยมแล้ว มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้แรงกว่า วิตามิน ซีธรรมดา 6,000 เท่า, Co Q10 800 เท่า, วิตามิน อี 550 เท่า, Green tea catechins 550 เท่า, Alpha lipoic acid (ALA) 75 เท่า, เบต้า แคโรทีน 40 เท่า และ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 17 เท่า แถมยังมีคุณสมบัติสำคัญต่าง ๆ มากมายอย่าง
1. ลดภาวะการอักเสบในร่างกาย และเสริมระบบภูมิคุ้มกัน
2. ช่วยป้องกันตาแห้ง ตาอ่อนล้า ลดอาการเจ็บตา ช่วยลดปัญหาด้านการมองเห็น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังดวงตา ป้องกัน และฟื้นฟูจอประสาทตาที่เสื่อม ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ และ ผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยป้องกันดวงตาจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต
3. ปกป้องโครงสร้างผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย คืนความชุ่มชื้น และความอ่อนเยาว์
4. ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์สื่อประสาทในสมอง เพิ่มการจดจำ และลดอาการหลงลืม
5. ลดระดับความดันโลหิต เพิ่มการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดฝอย ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
6. ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในร่างกาย
7. ป้องกันโรคหัวใจ โดยป้องกันการอักเสบภายในหลอดเลือด ซึ่งทางการแพทย์ชี้ว่าเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจในปัจจุบัน
            ด้วยคุณสมบัติมากมายที่มีที่แตกต่างจากดสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น ๆ ทำให้แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) โด่งดังด้วยงานวิจัยมากมาย ถือได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระแห่งยุคที่มีประสิทธิภาพสูง และปลอดภัย ไม่มีผลข้างเคียง ถือว่าแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เหมาะกับการรับประทานเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยดูแลสุขภาพ แต่ควรทานอาหารหลักที่มีคุณค่าทางโภชนาการ พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยเสริมสุขภาพดี และห่างไกลจากโรคร้ายได้มากยิ่งขึ้น

“ น้ำมันตับปลา ”
COD Liver oil

            น้ำมันตับปลา (COD liver oil) เป็นกลุ่มอาหารเสริมรุ่นแรก ๆ ที่ได้รับการยอมรับ และมีบทบามอย่างมากในวงการอาหารเสริม และสุขภาพ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่อาจยังมีรู้ว่ามันมาจากอะไร มีประโยชน์อย่างไร วันนี้เลยจะพามาทำความรู้จักกับน้ำมันตับปลากัน
             คุณหมอรศ.ดร.พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์ สาขาวิชาโภชนวิทยา  ภาควิชากุมารเวชศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ท่านได้อธิบายไว้ว่า น้ำมันตับปลา คือน้ำมันที่สกัดจากตับปลาของปลาทะเล อย่าง “ปลาค็อด” ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน เอ และวิตามินดีสูงมาก ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูก ทำให้การสร้างกระดูกเป้นไปอย่างปกติ และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จึงเหมาะกับเด็ก
            ซึ่งวิตามิน เอ มีความสำคัญในการเสริมสร้างเยื่อบุผิว และกระดูก รวมถึงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยในการมองเห็น ทำให้การมองเห็นในที่มืดหรือมีแสงสลัวดีขึ้น
            ในส่วนวิตามิน ดี เองยังมีบทบามในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญต่อผู้ป่วยโรคไต หากทานวิตามิน ดี ก็จะช่วยเพิ่มการดูดซึมกลับของแคลเซียม และฟอสฟอรัสได้มากขึ้นอีกด้วย
            นอกจากนี้น้ำมันตับปลา (COD liver oil) ยังมีประโยชน์มากมายได้แก่
1. ช่วยทำให้กระดูกและฟันมีความแข็งแรง
2. ลดความเสี่ยงการเป็นโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคกระดูกอ่อนในเด็ก
3. ช่วยกระตุ้นการแบ่งเซลล์ ( Cell Proliferation ) และพัฒนาเซลล์ที่มีหน้าที่ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
4. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องผิวหนัง และดวงตาจากการถูกทำลายจากมลพิษ
            ในน้ำมันตับปลามีสารบางอย่างที่มีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด มีผลให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติเหมือนเช่นเดียวกับยาแอสไพริน หากรับประทานน้ำมันตับปลาเป็นประจำ และมีความจำเป็นที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด แนะนำให้แจ้งแพทย์ให้ละเอียดถึงการรับประทาน และแนะนำหยุดทานก่อนเข้ารับการผ่าตัดประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อให้เกล็ดเลือดตัวใหม่สมบูรณ์ เพื่อป้องกันอาการเลือดไหลไม่หยุดหรือออกมามากกว่าปกติ

!!ทำไมถึงต้องทานแคลเซียมตั้งแต่อายุยังน้อย!!

            ร่างกายของเราในช่วงอายุ 30-35 ปี กระดูกจะถูกสร้างและสะสมสูงสุด แต่หลังจากนั้นอัตราของการสลายตัวจะมีมากกว่าการสร้าง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงต้องทานแคลเซียมตั้งแต่อายุน้อย ดังนั้นช่วงอายุก่อนที่จะก้าวเข้าอายุ 30-35 ปี จึงเป็นเวลาที่ดี ที่เราจะทานอาหารที่อุดไปด้วยแคลเซียม เพื่อสะสมมวลกระดูก และชะลอการสลายของกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน หรือความเสี่ยงโรคร้านต่าง ๆ หลังอายุ 35 ปี
            จากการศึกษาของ The American College of Nutrition พบว่า แคลเซียม ไม่เพียงแค่ป้องกันโรคทางกระดูกให้กับเราเท่านั้น แต่สามารถช่วยป้องกัน และบรรเทาอาการจากโรคต่าง ๆ อย่าง สามารถลดอาการไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual Syndrome) เช่น อาการปวดหัว หงุดหงิดง่าย อยากอาหารท้องอืด ไม่สบายท้องได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และอาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย
            ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละช่วงอายุ

                        อายุ < 40 ปี 800 mg / วัน
                        อายุ 50 ปี 1000 mg / วัน
                        ผู้หญิงตั้งครรภ์ และอายุ > 60ปี 1200 mg / วัน


            นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ร่างกายขาดแคลเซียม ได้แก่ กินแคลเซียมไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย ดื่มกาแฟเกินขนาด ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ขาดฮอร์โมน Estrogen ก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น ต้องผ่าตัดรังไข่ 2 ข้างออก

มีโครงร่างเล็ก มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน และเคยมีประวัติกระดูกหักมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามควรวางแผนในการรับประทานแคลเซียมไปควบคู่กับการออกกำลังกาย และลดพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนจะดีที่สุด

Powered by MakeWebEasy.com